Custom Search

Sanung เล่าเรื่องแร่ “แร่ดีบุก”

 

ภาพประกอบเน้นคน ไม่เกีียวกับในเรื่องนะครับ

Sanung รวมบทความ สงวน ชูช้าง นักธรณีอาวุโส ได้มาเล่าเรื่องราว ประสบการณ์ในงานธรณี และบทความวิชาการที่น่าสนใจไว้ได้ศึกษาเรียนรู้ร่วมกัน

เล่าเรื่องแร่ “แร่ดีบุก”

นายสงวน ชูช้าง

ประธานชมรมศิษย์เก่าเทคโนโลยีธรณี มหาวิทยาลัยขอนแก่น

ที่มา วารสารชมรมศฺษย์เก่าธรณี มข. เล่ม 2 เดือนกรฏาคม 2564

แร่ดีบุก : เป็นชื่อที่ประเทศไทยใช้เรียกแร่โลหะหนักชนิดหนึ่ง ซึ่งตรงกับภาษีอังกฤษคำว่า Tin และ Cassiterite เป็นแร่โลหะที่เกิดอยู่ในรูปออกไซด์ มีสูตรเคมีว่า SnO2 ประกอบด้วย เมื่อทำการเผาให้หลอมก็สามารถจะแยก Sn และ O2 ออกจากกัน และได้ Sn และ O ประมาณ  78.6% และ 21.4% ตามลำดับ  แร่ดีบุกเป็นแร่ที่เกิดจากน้ำแร่ (Hydrothermal) ที่ได้มาจากกระบวนการ Magmatic ของการแทรกดันตัวของหินแกรนิตขึ้นมาบนผิวโลก แร่ เป็น Primary Deposit เกิดได้ทั้งแบบ เป็นสายแร่ และ เกิดแบบฝังปะตามเนื้อหินในรอยสัมผัสระหว่างหิน แกรนิต และหินข้างเคียง หรือ ขอบ ๆ ของ Body ของหินแกรนิตเอง เมื่อหินแกรนิตและหินข้างเคียงผุสลาย แร่ดีบุกจะหลุดออกมาเป็นเม็ด ๆ และไหลมารวมกันพร้อมกับเศษดินเศษหิน เรียกว่า ชั้นกะสะแร่ ในกระบวนการเกิดแร่ดีบุก จะทำให้มีเพื่อแร่เกิดร่วมอยู่ด้วยจำนวนมาก รวมทั้งทองคำ และ แร่หายาก (rare earth) เช่น โคมลัมไบค์ แทนทาไลค์  ซีเซียม   อิมาไนค์, ทัวมาลิน, เชอร์ก๊อน, ไบโอไทต์, มัสโคไวต์, การ์เนต, เลพิโดไลต์ โมนาไซด์ และ ซีโนไทม์

การใช้ประโยชน์จากแร่ดีบุก: มีหลักฐานการใช้แร่ดีบุกของมนุษย์มาตั้งแต่ ตอนกลางถึงตอนปลายของยุคสัมฤทธิ์หรือประมาณ 5,600 ปีมาแล้วที่ตะวันออกกลาง (อาณาจักรเมโสโบเตเมีย) ส่วนในประเทศไทยพบหลักฐานการใช้แร่ดีบุกอายุประมาณ 3,500 ปีที่บ้านเชียง (ที่จริงใช้มาก่อนหน้านี้แล้ว) โดยมนุษย์รู้จักการใช้แร่ดีบุกจากกระบวนพัฒนาการถลุงแร่ทองแดง โดยยุคเริ่มต้น ประมาณ 7,000 ปี มนุษย์รู้จักแร่ทองแดงตามธรรมชาติก่อน เนื่องจากว่าแร่ทองแดง สามารถเสถียรในรูปแบบโลหะได้เองตามธรรมชาติเรียกว่า Native Mineral เช่นเดียวกับทองคำ มนุษยได้รู้จักนำแร่โลหะทองแดงตามธรรมชาติมาใช้เป็นอาวุธ   เครื่องมือล่าสัตว์  เครื่องมือการเกษตร   เครื่องมือใช้สอย รวมทั้งเป็นเครื่องประดับต่าง ๆ ต่อมามนุษย์ได้พัฒนาการใช้แร่ทองแดงตามธรรมชาติ มาหลอมด้วยไฟ เพื่อให้บริสุทธิ์และแข็งแก่งมากขึ้น และการนำแร่ทองแดงแต่ละแห่งมาถลุง     มนุษย์สังเกตุเห็นความแข็งแกร่งของโลหะที่เกิดขึ้นแตกต่างกัน  เพราะแร่ทองแดงแต่ละแห่งมีเพื่อนแร่เกิดร่วมด้วยแตกต่างกัน                 โดยในระยะแรกเริ่มของการถลุงทองแดงมนุษย์ได้นำเอาแร่ทองแดงซัลไฟด์และแร่ทองแดงออกไซด์ผสมกัน แล้วบรรจุลงในถ้วยที่ทำจากหินทรายหรือดินเหนียว และเผาที่อุณหภูมิ 1,000-2,000 องศาเซลเซียส จนหลอมเหลว จนแร่ทองแดงแยกตัวออกจากออกไซด์ จมตัวลงไปกองอยู่ก้นถ้วย  เมื่อตักสิ่งเจือปนที่ลอยอยู่ด้านบนออกไป แล้วนำเอาทองแดงเหลวไปเทลงในแม่พิมพ์และปล่อยให้เย็นตัวลง ก็จะได้โลหะรูปร่างตามที่ต้องการได้

การสังเกตุเห็นความแตกต่างของโลหะทองแดงแต่ละแห่ง นำไปสู่การเล่นแร่แปรธาตุ ต่อมามนุษย์ได้รู้จักการหลอมทองแดงโดยการทดลองเอาแร่อื่น ๆ ผสมลงไปแบบลองผิดลองถูก เพื่อให้ได้โลหะที่แข็งขึ้นจนสามารถทำเป็นอาวุธที่แข็งแกร่งได้ โดยในระยะแรกคงไม่ได้เอาดีบุกผสมลงไป เนื่องจากว่าแร่ดีบุกมักจะไม่เกิดกับแหล่งแร่ทองแดง คาดว่าคงใช้แร่ตะกั่ว เพราะเมื่อหลอมแล้วจะจมตัวลงไปที่ก้นถ้วยเช่นกัน ประกอบกับแร่ตะกั่วทำให้ทองแดงหลอมตัวได้ง่ายขึ้น  และสามารถลดฟองอากาศของทองแดงหลอมเหลวลงได้ด้วย ส่งผลให้เมื่อเย็นตัวลง ทำให้ทองแดงแข็งขึ้นมาก

จากการที่พบหลักฐานที่อาญาจักรเมโสโปเตเมีย ว่ามนุษย์เริ่มรู้จักหลอมทองแดงเมื่อประมาณ 5,600 ปี จนมาพบหลักฐาน การผสมแร่ดีบุกลงไปในทองแดงเรียกว่าโลหะสัมฤทธิ์มีอายุประมาณ 3,500 ปี ที่บ้านเชียงมีอายุต่างกันถึง 2,000 ปี  ในช่วงเวลาเดียวกันกับยุดบ้านเชียง มนุษย์ที่เป็นต้นกำเนิดของชนเผาไทยในมณฑลกวางสีจ้วง ก็ได้รู้จักนำเอาโลหะสัมฤทธิ์นี้ไปหล่อเป็นกอง มโหรทึก สำหรับใช้ตีเพื่อขอฝนจากพญาแกนแล้วเช่นกัน   ด้วยหลักฐานที่พบในปัจจุบัน จึงมีความเป็นไปได้ว่า ยุคสัมฤทธิ์น่าจะเกิดขึ้นในบริเวณนี้ ตั้งแต่เริ่มแรกของโลก ก่อนอาณาจักรเมโสโปเตเมีย เนื่องจากว่าพื้นที่บริเวณนั้นไม่มีแหล่งแร่ดีบุก และ แร่ทองแดงที่อุดมสมบูรณ์ และเมื่อศึกษาลึกลงไปยังพบว่าโลหะสัมฤทธิ์ที่บ้านเชียงในยุคแรกมีทองแดงผสมอยู่ 3% ส่วนในยุคปลายมีผสมอยู่ 10 -15% และในช่วงอายุ 2,500 ปี ผสมลงไป 20% ชึ่งทำให้โลหะสัมฤทธิ์มีความแข็งขึ้นมาก

โอกาสหน้าจะเล่าเรื่องการทำเหมืองแร่ดีบุกให้ฟังอีกที ขอสวัสดี

นายสงวน ชูช้าง

ประธานชมรมศิษย์เก่าเทคโนโลยีธรณี มหาวิทยาลัยขอนแก่น

ที่มา วารสารชมรมศฺษย์เก่าธรณี มข. เล่ม 2 เดือนกรกฏาคม 2564

---------------------------------------------

คำเตือน

- บทความนี้ นำมาจากแนวคิดนักวิชาการที่มีการนำเสนอผ่านสื่อที่น่าสนใจ นำมารวบรวมเพื่อใช้ประกอบในการศึกษาด้านธรณีวิทยา และใช้แลกเปลี่ยนแนวคิดเพื่อเรียนรู้ในงานด้านธรณีวิทยา (Geology) ไม่สามารถนำไปใช้อ้างอิงหรือประกอบในทางกฏหมายได้ โปรดตรวจสอบความถูกต้องกับแหล่งที่มาข้อมูลอีกครั้ง

------------------------------------------------
------------------------------------------------
สนใจดูบทความเพิ่มเติม
 Sanung รวมบทความ สงวน ชูช้าง
------------------------------------------------

.

www.iok2u.com | Link2 | Link3

.

Copyright © 2014. All Rights Reserved.

เว็บไซต์เพื่อประชาสัมพันธ์สมาคมธรณีวิทยาแห่งประเทศไทย (GST) ไม่สามารถใช้อ้างอิงในทางกฏหมาย โปรดตรวจสอบความถูกต้องกับแหล่งที่มาข้อมูลอีกครั้ง

ที่ทำการสมาคม กรมทรัพยากรธรณี ถนนพระราม 6 ราชเทวี กรุงเทพฯ 10400

Line@: @gstorth / Email: gstorth@gmail.com / Website: www.gst.or.th / Fanpage: https://www.facebook.com/gstorth

ภายใต้การดูแลของ สมาคมธรณีวิทยาแห่งประเทศไทย (GST)

พัฒนาเว็บไซต์โดย เกียรติพงษ์ อุดมธนะธีระ / udomtanateera_k@hotmail.com / LineID: Rainubon>